ห้องสมุด ห้องสมุด


ข้อมูลเจ้าของประกาศ/ผู้โพส

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
    • ดูรายละเอียด
  • ชื่อ-นามสกุล: อ๊อด BR
  • เบอร์ติดต่อ/โทรศัพท์มือถือ: 0985953696
  • ที่อยู่/สถานที่ติดต่อ: ละหานทราย
  • ระบุจังหวัด: บุรีรัมย์

ข้อมูลประกาศ

« เมื่อ: มีนาคม 13, 2559, 03:21:51 PM เข้าชม 779 ครั้ง| 0 คอมเมนต์ »



  ประเภท : บอร์ดสนทนา                


รายละเอียดประกาศ



หลักสูตร์พุทธศาสตร์
ที่พระพุทธเจ้าท่านประชุมสงฆ์
จตุรงคสันนิบาต
เพื่อการประกาศพรหมจรรย์
คือ
•   วิชาการ 4 คือ อริยสัจ
1.   ทุกขอริยสัจ=สภาวธรรม=ธรรมชาติ  (คือ)
2.   ทุกขสมุทัยอริยสัจ=สัจจะธรรม=กฎธรรมชาติ (มาจาก)
3.   ทุกขนิโรธอริยสัจ=ปฏิบัติธรรม=หน้าที่ธรรมชาติ (เพี่อ)
4.   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปาทอริยสัจ=ปฏิเวธธรรม=ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (โดยวิธีการ)
•   วิธีการ 3 คือ ไตรสิกขา
1.   ศีล =สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัป
2.   สมาธิ=เพียว มั่นคงชัดเจน ว่องไวทันการ บริสุทโธ สมาหิโต กัมนีโย (pure concentrate activeness)
3.   ปัญญา=รู้ครบถ้วนในสิ่งที่สังขารกันขึ้น
•   ปฏิบัติการ 8 คือ อริยมรรค
1.   สัมมาทิฏฐิ=เห็นความสามัญ
2.   สัมมาสังกัป=คิดโดยความสามัญ
3.   สัมมาวาจา=วาจาสัจจะ
4.   สัมมากัมมันตะ=การกระทำปราศจากตัวตน
5.   สัมมาวายามะ=ดำเนินไปโดยความมั่นคง
6.   สัมมาอาชีวะ=ดำรงชีวิตพอดี
7.   สัมมาสติ=รู้กิจปัจจุบัน
8.   สัมมาสมาธิ=บริสุทธิ์ ชัดเจนมั่นคง ว่องไวต่อปัจจุบัน บริสุทโธ สมาหิโต กัมนีโย
(นี้ คือ มหภาค)

ทางนี้ทางเดียว เพื่อคนๆเดียว ไปสู่จุดหมายเดียว เพื่ออึดใจเดียว จุดหมายปลายทางเดียว ความสงบอย่างเดียว
เอกาย โน ภิขเว มัคโค
สัมมาทิฏฐิ สมาทานัง สัพพัง ทุกขัง อุปัจคุง
ปราศจากทุกข์ได้โดยสมาทานส้มมาทิฏฐิ
ธัมมา เหตุปัพภวา เตสัง เหตุง ตถาคโต
สิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุ เกิดเพราะเหตุ ดับไปก็เพราะเหตุดับ
สิทธิ ธัมมา ปวตันติ
ธรรมชาติล้วนๆหมุนเวียนไป
 
วิชามี วิธีมา ปฏิบัติการปรากฏ


วิธีปฏิรูปคณะสงฆ์ไทย
              ให้ นิรโทษกรรมที่ทำผิดพระธรรม ผิดพระวินัย สงฆ์ไทยทั่วประเทศที่ทำผิดมาแล้ว ไม่เอาผิด   ให้เริ่มต้นใหม่ ตามพระธรรมพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าประกาศใช้ อานาปาติโมกค์  ที่สวดกันทุกๆกึ่งเดือน   ผู้ที่เป็นสงฆ์ต้องมีพระวินัย ดังนี้
•   ปาติโมกค์ สังวร
•   อินทรี สังวร
•   อาชีวบริสุทธิ
•   จตุปัจจว ปัจจเวกขณ
•   พระสงฆ์ต้องมีสมบัติไม่ได้
•   พระสงฆ์โยกย้ายสมบัติผู้อื่นมาเป็นสมบัติของตนเกิน 5 มาสก หมดความเป็นสงฆ์ทันที ให้ยึดทรัพย์มาเป๊นของกรมศาสนา และจำคุก ด้วย
•   ผู้ที่จะบวรได้ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น มนุษย์ คือผู้ที่จิตใจสูงกว่าคน
•   ผู้ต้องคดีอาญาบวรไม่ได้
•   ผู้ต้องคดีการเมือง บวรไม่ได้
•   แม่พ่อไม่อนุญาตบวรไม่ได้
•   ภรรยาไม่อนุญาตบวรไม่ได้
•   เป็นโรคติดต่อบวรไมได้
•   ร่างกายทำหน้าที่อะไรไม่ได้บวรไม่ได้
•   กะเทย หญิงชายบวรไม่ได้
•   วิกลจริตบวรไม่ได้
•   ผู้หญิงบวรพระไม่ได้
            ผู้ที่บวรเป็นพระแล้วต้องประพฤติ ปฏิบัติตามธรรมตามวินัย ที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติและแสดงไว้เท่านั้น คือ
1.   อริสัจ 4  เป็นวิชาการ
2.   ศีล สมาธิ ปัญญา  เป็นวิธีการ
3.   อริยมรรคมีองค์ 8  เป็นปฏิบัติการ
นอกจากนี้ไม่ได้   ถ้านอกจากนี้ต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากการเป็นพระ ถ้าพระแสดงธรรมให้ผิดเพี้ยนจากที่พระพทธเจ้าท่านบัญญัติและแสดงถือว่าเป็นการตู่พุทธวจน ต้องศึกจาการเป็นพระสถานเดียว เป็นการตู่พุทธวจนเป็นกรรมอันหนัก
       ประเทศไทยจะได้มีพระจริง เสียที  ถ้าอย่างนั้นจะมีแต่คนแต่งตัวเหมือนพระประชาชนชาวไทยช่วยกันหน่อย  อย่ามัวหลงความดีเกียดความชั่วอยู่เลย อย่ามาเลี้ยงโจรอยู่เลยเป็นปาป อย่าหลงว่าเป็นบุญอยู่เลยไม่ใช่หลอกครับ  บุญต้องเป็นการกุศลที่ทำให้จิตสะอาด ความรู้สว่าง ชีวิตสงบ  พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมเพื่อให้เวไนยสัตว์ปราศจากทุกข์   พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้แสดงธรรมเพื่อให้หาความสุขอย่าหลงประเด็น   จงตระหนักให้รอบครอบ

เจ้าชายสิทธัตถะรู้วิชาวิทยาศาสตร์อริยสัจ

อริยสัจ คือ ธรรมชาติ 4 อย่าง
1.   รู้ความเป็น ธาตุ ของธรรมชาติ
2.   รู้กฎของธรรมชาติ
3.   รู้กิจของธรรมชาติ
4.   รู้หน้าที่ๆจะปฏิบัติต่อธรรมชาตินั้น
วิทยาศาสตร์อริยสัจจึงมีลักษณ์ 4 อย่าง
1.   พิสูตรได้
2.   ทรงไว้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัย
3.   มีความเป็นธรรมต่อสิ่งที่สังขารกันขึ้น
4.   เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ที่เรียกมาดูได้
เมื่อเห็นความเป็นธรรมชาติ 4 อย่างโดยปริวัต 3 คือ
1.   ความรู้เป็นสัจจะ
2.   รู้กิจ
3.   รู้ความเป็นเช่นนั้น
ก็ปรากฏไตรสิกขาศาสตร์ คือ
1.   มีศีลปศาสตร์
2.   มีสมาธิศาสตร์ (บริสุทธิ์ ชัดเจนมั่นคง ว่องไว Pure Concentrate Activeness)
3.   มีปัญญาศาสตร์ (รู้ครบถ้วนในสิ่งที่สังเคราะห์กันขึ้น
เป็นหัตถศาสตร์ไปเป็นจริยศาสตร์(Ethics | Philosophy & Religion) ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์

                  ผู้ใดอธิบายพุทธศาสตร์ให้เป็นไศยศาสตร์ เป็นของลึกหลับเรียกมาดูไม่ได้ พิสูตรไม่ได้ เห็นไม่ได้ อธิบายเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์กันขึ้น  ผู้นั้นตู่พระพุทธวจน เป็นกรรมอันหนัก ทำให้สังคมไม่สงบสันติ ทำให้การศึกษาทุกสาขาล้มเหลว เอาวิชานั้นไปใช้ไม่ได้ มีแต่ศึกษาไปให้เขาใช้ จะวุ้นวายแค่ไหนจงคิดดูซิ เป็นมนุษย์ไม่ได้ เป็นได้แค่คนเท่านั้น

มหาวิทยลัยพุทธศาสตร์ คือวัด
             เข้าศึกษาวิชา อริยสัจศาสตร์สาขาเดียว แต่คุมทุกๆสาขาวิชาบนโลกใบนี้
              การสอบเข้าศึกษามหาวิทยาลัยพุทธศาสตร์ ต้องสอบด้วยปากเปล่ามีข้อสอบมีดังนี้
1.   ต้องเป็นมนุษย์
2.   ต้องให้แม่พ่ออนุญาต
3.   ถ้ามีภรรยาให้ภรรยาอนุญาต
ข้อห้ามมีดังนี้
1.   เป็นคน เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเทวดาไม่ได้
2.   แม่พ่อไม่อนุญาตไม่ได้
3.   มีภรรยา ภรรยาไม่อนุญาตไม่ได้
4.   เป็นโรคติดต่อไม่ได้
5.   มนุษย์สองเพศไม่ได้
6.   มนุษย์แก่มากทำหน้าที่ไม่ได้ ไม่ได้
7.   มีหนี้ทรัพสินผู้อื่นอยู่ไม่ได้
8.   ต้องคดีอยู่ไม่ได้
9.   เป็นบุคลพิการไม่ได้
รับเป็นนักศึกษาแล้ว ต้อง
1.   ต้องใช้เครื่องแบบของสถาบัน ผ้าสีเหลือง 3 ชิ้น
2.   ต้องไม่มีทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้น รับมาก็เป็นของมหาวิทยาลัย
3.   ต้องประพฤติ ปาริสุทศีล 4
•   ปาติโมกข์สังวร(สีกขาบท 227 ข้อ)
•   อิทรีสังวรณ์ (ตาหูจมูกลิ้นกายใจ)
•   อาขีวบรืสุทธิ (ใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์)
•   จตุปัจจยปัจเวกขณ(ใช้ส้อยปัจจัยพิจารณาอันควร)
นักศึกษามีสิทธิ์
1.   ที่พักไม่ต้องเสียค่าเช่า
2.   กฬิงการาหาร ชาวบ้านให้
3.   ค่าวิชาไม่ต้องเสีย
4.   ยารักษาโรคชาวบ้านให้
(นี้คือกติกาของมหาวิทยาลัยพุทธศาสตร์)
ว่าด้วยวิชา อริยสัจศาสตร์ มี 4 หัวข้อ
1.   ทุกขสภาว อริยสัจ-สภาวธรรม-คุณสมบัติของธรรมชาติ
2.   ทุกขสมุทัย อริยสัจ-สัจจะธรรม-กฎธรรมชาติ
3.   ทุกขนิโรธ อริยสัจ-ปฏิบัติธรรม-หน้าที่ธรรมชาติ
4.   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจ-ปฏิเวธธรรม-วิถืทางปฏิบัติการต่อธรรมชาตินั้น
การศึกษาต้องให้รู้ชัดต่อธรรมชาติ 4 อย่างนั้นโดยปริวัต 3 คือ
1.   สัจจะญาณ-ความรู้เป็นสัจจะ
2.   กิจญาณ-รู้กิจของธรรม
3.   กตญาณ-รู้ความเป็นเช่นนั้นของธรรม
นักศึกษาต้องให้ชัดเจนใน 4 หัวข้อวิชาอริยสัจศาสตร์นี้โดยมีคุณสมบัติ ปริวัต 3 จึงได้ชื่อว่าจบวิชชาแล้ว ได้ปริญญาของวิชชาอริยสัจศาสตร์

              เมื่อได้ปริญญาวิชชาอริยสัจศาสตร์ แล้ว จะไปศึกษาวิชาไหนก็ได้บนโลกใบนี้โดยใช้อริยสัจศาสตร์เป็นหลักในการศึกษา  การศึกษานั้นจะดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีปัญหา สงบมั่นคง ชัดเจนต่อวิชชานั้น
              ผู้ที่รู้ชัดแจ้งในวิชชาอริสัจ โดย ปริวัต 3 แล้วเป็นผู้มี
•   เป็นผู้มี ศีลป เห็นความสามัญ คิดอย่างสามัญ
•   เป็นผู้มี สมาธิ บริสุทธิ ชัดเจนมั่นคง ว่องไว
•   เป็นผู้มี ปัญญา รู้สิ่งที่สังขารกันขึ้นอย่างครบถ้วน
เป็นผู้มีเครื่องมือปฏิบัติหน้าที่โดยวิถืทางที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ สงบสันติ นิพพาน
 
              เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้ว จงอุบัติให้เป็นมนุษย์ให้จงได้ เมื่ออุบัติเป็นมนุษย์แล้วจงพบวิชชา อริยสัจศาสตร์ ให้จงได้
(เอกายโน ภิกขเว มัคโค  ทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อคนๆเดียว เดินไปสู่จุดหมายเดียว เพื่ออุดเดียว สู่จุดหมายเดียว เพื่อสิ่งเดียว)
 
จาก โทร 092 442 9050
18/03/59

คุณค่าความเป็นมนุษย์
1.   ดำเนินชีวิตที่ไม่ปนเปื้อน              (ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาปทังสมาธิยามิ-มะ)
2.   ไม่โยกย้ายของผู้อื่นมาเป็นของตน (อทินนาทานา เวรมณีสิกขาปทังธิยามิ-มะ)
3.   ไม่มีกามสุขที่เป็นมิจฉา                 (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณีสิกขาปทังธิยมิ-มะ)
4.   วาจาสัจจะ                                   (มุสวาทา เวรมณีสิกขาปทังธิยมิ-มะ)
5.   ไม่เมาความสุขนานาประการ          (สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีสิกขาปทังธิยามิ-มะ)
ในการกล่าวปฏิญาณตนต่อหน้าพระสงฆ์โดยจะเว้นอย่างหมดจดอย่างแก้วมณี เพื่อความเป็นมนุษย์ เอาความเป็นมนุษย์ เพื่อแสวงหาธรรม ให้เห็นธรรม เห็นแจ้งในธรรม โดยหลักวิชชา 4 คืออริยสัจ วิชาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ วิชชาอริยสัจโดยปริวัต 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ มีศีล สมาธิ ปัญญา  ปฏิบัติการ 8 มา ก็พบความเป็นพุทธะ ความคิดก็สะอาด ความรู้ก็สว่าง ทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ สงบสันติ นิพพาน

การฝึกสติที่สั้นที่สุดได้ผลที่สุด
คือ
•   จงรู้สิ่งที่พูด
•   จงรู้สิ่งที่ถูกรู้
•   จงรู้สิ่งที่คิด
คืออะไร-มาจากอะไร-เพื่ออะไร-โดยวืธีของสิ่งนั้นๆ
(นี้คือการฝึกสติที่สมบูรณ์ฝึกได้ทุกเวลาทีได้ทำอะไรอยู่)

1.   อย่าความรู้ไปพูด
2.   อย่าเอาความไปคิด
3.   อย่าเอาความรู้ไปทำ
ถ้าฝึกได้จะได้ผลทันที 
•   รู้สิ่งที่พูด จะพูดอะไรได้โดยเป็นไปตามธรรมช่าติของเรื่องนั้น
•   รู้สิ่งที่ถูกรู้ จะเห็นความสามัญ
•   รู้สิ่งที่คิด จะคิดโดยความสามัญ
 
พุทธนิกขนจงตระหนัก (1)
      วัดเป็นมหาวิทยาลัย ศึกษาอริยสัจศาสตร์ ผู้บวรเขาไปเป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เป็นสถานที่ศึกษาวิชา 4 คืออริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ไม่ใช่เป็นสถานที่บริจากทรัพย์สิน ผิดนโยบายของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เคารพพระพุทธเจ้าต้องไม่ทำที่ผิดวัตถุประสงค์ของพระองค์   เพราะมหาวิทยาลัยนี้เรียนฟรีที่พักฟรีมีอาหารให้ฟรี

พุทธนิกขนจงตระหนัก (2)
      วัดเป็นมหาวิทยาลัยการศึกษาอริยสัจศาสตร์ ผู้ที่จะเข้าไปศึกษามหาวิทยาลัยนี้ต้องตรวจสอบโดยคณะสงฆ์มีองค์ประขุมคือ มีอุปัชฌาย์ 1 องค์ มีครู่สวด 2 องค์ พยาน 25 องค์ การตรวจสอบพยานต้องยอมรับทั้ง 25 องค์จึงจะผ่านรับเป็นนักศึกษาได้
     การตรวจสอบคือ
1.   ต้องเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คน
2.   ต้องเป็นผู้ชาย
3.   แม่พ่อต้องอนุญาต
4.   ถ้ามีภรรยาต้องอนุญาต
5.   ต้องไม่มีโรคติดต่อ
6.   ต้องทำหน้าที่ศึกษาได้
7.   ต้องไม่มีนี้สิน
8.   ต้องเป็นผู้ที่ไม่ต้องคดีอะไรทั้งสิ้น
9.   เป็นคนสองเพศเป็นนักศึกษาสถาบันนี้ไม่ได้
ให้จรรยาบัน
1.   ปาติโมกสังวร  (วินัย 227 ข้อ)
2.   อินทรีสังวร   (ตาหูจมูกลิ้นกายใจ)
3.   อาชีวบริสุทธ์  (ใช้ชีวิตอย่างสะอาด)
4.   จตุปัจวปัจเวกขณะ (ใช้ส้อยปัจจัยโดยพิจารนาอันควร)
5.   ต้องไม่มีทรัพย์สินเงินทอง
6.   ของที่รับถวายต้องเป็นของกลางสงฆ์
7.   ต้องศึกษาพระธรรมให้สะอาด รู้พระธรรอย่างสว่าง ปฏิบัติพระธรรมอย่างสงบ  เห็นรู้วิชาอริสัจทั้งมหภาคและจุลภาค มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมีอทำหน้าที่ตามทางอริยมรรคอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์
นี้คือหลักสูตรวิชชาอริยสัจศาสตร์
พุทธนิกชนทั้งหลายจงเคารพธรรม พระพุทธเจ้าท่านเคารพธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ถ้าไม่เห็นธรรมแม้แต่จับชายจีวรเราอยู่ก็ไม่เห็นเรา  จาก 092 442 9050

พุทธนิกขนจงตระหนัก (3)

            พุทธนิกชนทั้งหลาย จงมาศึกษาวิชชาอริสัจศาสตร์ เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ๆปราศจากปัญหาทั้งปวง วิชาอริยสัจเป็นวิชาที่สามาทอธิบายความได้อย่างขัดเจนของวิชาต่าง ๆที่ศึกษามาในโลกใบนี้   มีหลัก คือ อริยสัจ 4 เป็นมหภาค ความจริงของสิ่งที่สังขารกันขึ้น เป็นจุลภาค มี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมือ มีอริยมรรคเป็นวิถีทาง
 
จาก โทร 092 442 9050 รับอบรมฟรี ส่วนมหภาค ส่วนจุลภาคเสียค่าเอกสารตามจ่ายจริง

พุทธนิกขนจงตระหนัก (4)
                พุทธนิกชนทั้งหลาย เกิดมาเป็นคนแล้ว ต้องเป็นมนุษย์ให้จงได้ ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ ความเห็นความคิด ความเป็นคนอยู่ที่ร่างกาย  ร่างกาย คืออาร์ดแวร์  ความเห็นความคิดเป็นซอฟต์แวร์  ร่างกายคือรูป  จิตใจคือนาม ทำหน้าที่ร่วมกันอยู่จะแยกกันไม่ได้ จะทำหน้าที่เป็นอะไรอยู่ที่จิตใจ

อ่านต่อคลิกที่นี่
มหาวิทยลัยพุทธศาสตร์ คือวัด
             เข้าศึกษาวิชา อริยสัจศาสตร์สาขาเดียว แต่คุมทุกๆสาขาวิชาบนโลกใบนี้
              การสอบเข้าศึกษามหาวิทยาลัยพุทธศาสตร์ ต้องสอบด้วยปากเปล่ามีข้อสอบมีดังนี้
1.   ต้องเป็นมนุษย์
2.   ต้องให้แม่พ่ออนุญาต
3.   ถ้ามีภรรยาให้ภรรยาอนุญาต
ข้อห้ามมีดังนี้
1.   เป็นคน เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเทวดาไม่ได้
2.   แม่พ่อไม่อนุญาตไม่ได้
3.   มีภรรยา ภรรยาไม่อนุญาตไม่ได้
4.   เป็นโรคติดต่อไม่ได้
5.   มนุษย์สองเพศไม่ได้
6.   มนุษย์แก่มากทำหน้าที่ไม่ได้ ไม่ได้
7.   มีหนี้ทรัพสินผู้อื่นอยู่ไม่ได้
8.   ต้องคดีอยู่ไม่ได้
9.   เป็นบุคลพิการไม่ได้
รับเป็นนักศึกษาแล้ว ต้อง
1.   ต้องใช้เครื่องแบบของสถาบัน ผ้าสีเหลือง 3 ชิ้น
2.   ต้องไม่มีทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้น รับมาก็เป็นของมหาวิทยาลัย
3.   ต้องประพฤติ ปาริสุทศีล 4
•   ปาติโมกข์สังวร(สีกขาบท 227 ข้อ)
•   อิทรีสังวรณ์ (ตาหูจมูกลิ้นกายใจ)
•   อาขีวบรืสุทธิ (ใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์)
•   จตุปัจจยปัจเวกขณ(ใช้ส้อยปัจจัยพิจารณาอันควร)
นักศึกษามีสิทธิ์
1.   ที่พักไม่ต้องเสียค่าเช่า
2.   กฬิงการาหาร ชาวบ้านให้
3.   ค่าวิชาไม่ต้องเสีย
4.   ยารักษาโรคชาวบ้านให้
(นี้คือกติกาของมหาวิทยาลัยพุทธศาสตร์)
ว่าด้วยวิชา อริยสัจศาสตร์ มี 4 หัวข้อ
1.   ทุกขสภาว อริยสัจ-สภาวธรรม-คุณสมบัติของธรรมชาติ
2.   ทุกขสมุทัย อริยสัจ-สัจจะธรรม-กฎธรรมชาติ
3.   ทุกขนิโรธ อริยสัจ-ปฏิบัติธรรม-หน้าที่ธรรมชาติ
4.   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจ-ปฏิเวธธรรม-วิถืทางปฏิบัติการต่อธรรมชาตินั้น
การศึกษาต้องให้รู้ชัดต่อธรรมชาติ 4 อย่างนั้นโดยปริวัต 3 คือ
1.   สัจจะญาณ-ความรู้เป็นสัจจะ
2.   กิจญาณ-รู้กิจของธรรม
3.   กตญาณ-รู้ความเป็นเช่นนั้นของธรรม
นักศึกษาต้องให้ชัดเจนใน 4 หัวข้อวิชาอริยสัจศาสตร์นี้โดยมีคุณสมบัติ ปริวัต 3 จึงได้ชื่อว่าจบวิชชาแล้ว ได้ปริญญาของวิชชาอริยสัจศาสตร์

              เมื่อได้ปริญญาวิชชาอริยสัจศาสตร์ แล้ว จะไปศึกษาวิชาไหนก็ได้บนโลกใบนี้โดยใช้อริยสัจศาสตร์เป็นหลักในการศึกษา  การศึกษานั้นจะดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีปัญหา สงบมั่นคง ชัดเจนต่อวิชชานั้น
              ผู้ที่รู้ชัดแจ้งในวิชชาอริสัจ โดย ปริวัต 3 แล้วเป็นผู้มี
•   เป็นผู้มี ศีลป เห็นความสามัญ คิดอย่างสามัญ
•   เป็นผู้มี สมาธิ บริสุทธิ ชัดเจนมั่นคง ว่องไว
•   เป็นผู้มี ปัญญา รู้สิ่งที่สังขารกันขึ้นอย่างครบถ้วน
เป็นผู้มีเครื่องมือปฏิบัติหน้าที่โดยวิถืทางที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ สงบสันติ นิพพาน
 
              เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้ว จงอุบัติให้เป็นมนุษย์ให้จงได้ เมื่ออุบัติเป็นมนุษย์แล้วจงพบวิชชา อริยสัจศาสตร์ ให้จงได้
(เอกายโน ภิกขเว มัคโค  ทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อคนๆเดียว เดินไปสู่จุดหมายเดียว เพื่ออุดเดียว สู่จุดหมายเดียว เพื่อสิ่งเดียว)
 
         วัดเป็นสถาบันการศึกษา วิชชาอริยสัจศาสตร์  วัดไม่ใช่สถานที่รับบริจากเงิน วัดทานน้ำไหล สวนโมกข์ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเปิดขึ้นเป็นแบบอย่างเมื่อ พ.ศ. 2475 ใครเคยเอาอย่างบ้างไหม มันหน้าเศร่าใจขาวพุทธเรามัวแต่หาที่พึ่งไม่ทำตัวเองให้พึ่งได้เลย แล้วจะไปพึ่งใครกัน  จงเอาพุทธศาสตร์ให้ถูกต้องตามหลักอริยสัจศาสตร์ มนุษย์ชาติก็มีชีวิตที่ สะอาด มีความรู้ที่สว่าง  เดินทางอย่างสงบสันติ

           สังคมไทยสงบสุขได้โดยมีพุทธศาสตร์ที่สะอาดบริสุทธิตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
           การบวรตามธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ คือ การศึกษา วิชชาอริยสัจศาสตร์อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ความคิดก็สะอาด ความรู้ก็สว่าง ก็ปรากฏศิลปศาสตร์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมือทำหน้าที่โดยวิถีทางอริยมรรคเป็นทางที่ปราศจากปัญหา
           นี้คือการศึกษาวิชชาอริยสัจศาสตร์ให้ความเป็นมนุษย์อย่างบริสุทธิบริบูรณ์นี้คือบุญที่ไม่มีอะไรปนเปื้อน
            จงมาศึกษาอริยสัจศาสตร์ที่ถูกต้อง คือ
1.   ทุกขอริสัจ
2.   ทุกขสมุทัยอริสัจ
3.   ทุกขนิโรธอริสัจ
4.   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริสัจ
1.   สภาวธรรม
2.   สัจธรรม
3.   ปฏิบัติธรรม
4.   ปฏิเวธธรรม
1.   ธรรมชาตื
2.   กฎของธรรมชาติ
3.   หน้าที่ธรรมชาติ
4.   ปรากฎการณ์ธรรมชาติ
1.   คืออะไร
2.   มาจากอะไร
3.   เพื่ออะไร
4.   โดยวิธีใด
       อริยสัจคือความจริงของสิ่งที่สังขารกันขึ้น(ความจริงของสิ่งที่สังเคราะณ์กันขึ้น)  อริยสัจที่สอนกันในสังคมไทยส่วนใหญ่สอนกันผิดจึงทำให้การศึกษาไม่ได้ผล ให้ความคิดที่สะอาด ความรู้ที่สว่าง การกระทำชัดเจนมั่นคงสงบ  จงมาศึกษาอริยสัจศาสตร์ให้ถูกต้อง ตามบัญญัติ ตามอัฐถะ ตามธรรม ก็เกิดการสัมฤทธิ์ผลแด่มนุษย์ได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ สามารถศึกษาได้ทุกวิชาโดยใช้หลักอริยสัจศาสตร์ ให้วิชานั้นเกิดความสะอาด เกิดความสว่าง เกิดความเที่ยงตรงแม่นยำ
องค์กรสงฆ์ปฏิรูปังกันได้แล้วอย่าให้แย่ไปกว่านี้เลย
1.   ปฏิรูปในการอุปสมบท ให้เป็นไปตามคำสวดญัติในโบสถ์
2.   ปฏิรูป ผู้ทำการอุปสมบทให้เป็นไปตามพระวินัยพุทธ
3.   ปฏิรูป ผู้ได้รับการอุปสมบทให้เป็นไปตามพระวินัยพุทธ
4.   ปฏิรูปการดำเนินชีวิตของสงฆ์ให้เป็นไปตามพระวินัยของพุทธที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
องค์กรสงฆ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยไม่มีคุณภาพขาดวินัยอยู่ทุกวันนี้ องค์กรสงฆ์ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่บวชไปหาเงิน บวชไปสร้างวัตถุ พระไม่ต้องมีเงินเพราะชาวบ้านเขาเลี้ยงแล้ว พระไม่ต้องสร้างวัตถุ ให้ชาวบ้านเขาสร้าง  หน้าที่ของพระคือเข้าไปศึกษาธรรมสัจจะ คือ อริยสัจ ความจริงของสิ่งที่สังขารกันขึ้น ให้มีสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ก็จะมี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นวิธีการปฏิบัติเข้าสู่องค์มรรค นำทางสังคมเข้าสู่ความสันติ สงบร่มเย็นได้













                                                                                                                                                                                                                     

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2560, 04:07:07 AM โดย admin »