ตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปไหน


ข้อมูลเจ้าของประกาศ/ผู้โพส

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
    • ดูรายละเอียด
  • ชื่อ-นามสกุล: อ๊อด BR
  • เบอร์ติดต่อ/โทรศัพท์มือถือ: 0985953696
  • ที่อยู่/สถานที่ติดต่อ: ละหานทราย
  • ระบุจังหวัด: บุรีรัมย์

ข้อมูลประกาศ

« เมื่อ: ธันวาคม 29, 2557, 04:00:54 PM เข้าชม 1104 ครั้ง| 0 คอมเมนต์ »



  ประเภท : บอร์ดสนทนา                


รายละเอียดประกาศ




ตายแล้วไปไหน พระพุทธเจ้าต้องแสดงธรรมโดยทรงให้ผู้นั้นไปเก็บใบไม้ในป่ามาหนึ่งกำมือ แล้วทรงอธิบายว่า ใบไม้ที่ตถาคตใช้ประโยชน์ได้แน่ๆ ในบัดนี้คือใบไม้ที่อยู่ในกำมือ ส่วนใบไม้ที่อยู่ในป่ายังมีอีกมากเหลือประมาท แต่ตถาคตยังไม่จำเป็นต้องใช้มัน อย่าไปรู้มันเลยเอาไว้
เมื่อถึงเวลา ที่เราเก็บมันมาไว้ในกำมือจึงค่อยรู้กัน

 มีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  ข้าพเจ้ายากจนทำงานทั้งวันไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติ ธรรมของพระพุทธองค์ที่มาก คณานับ ให้พระพุทธองค์ย่อให้สั่นๆพอที่ข้าพเจ้าจะปฏิบัติได้  พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยทรงตรัสว่า
(สัพเพธัมมานาลังอภินิเวสายะ) สรรพสิ่งนานาประการที่เธอทำอยู่เธอจงทำความประจักษ์ชัดเจนให้อย่างยิ่ง ก็สมบูรณ์ในการปฏิบัติธรรมแล้ว มีพราหมณ์มาคุยให้พระพุทธเจ้าว่านึกถึงความตายให้รีบทำบุญเราตถาคตไม่ได้ตรัสอย่างนั้น พราหมณ์ทูลถามว่าพระองค์ตรัสอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงละเยื่อในโลกนี้เสีย ก็จะสันติ

(03/06/48)

{บุญคืออะไร?}
 มากุศลคือ อะไร คือ กิจกรรมอันไดที่เป็นปัจจัยให้ปราศจากตัวตน กิจกรรมนั้นๆคือกุศล
 บุญคืออะไร คือ ภาวะที่ปราศจากตัวตน นั้นคือ บุญ
 บุญมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์คือ การทำกิจกรรมที่มีภาวะปราศจากตัวตน ก็เห็นรู้วิชาในกองสังขารนั้นๆ ก็จะมีเครื่องมือ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กระทำต่อกิจกรรมนั้นโดยมัชฌิมาปฏิปทา จะทำก็ชัดเจน กำลังทำก็คล่องแคล่วมันคง ทำเสร็จแล้วก็สงบสันติ (ปฏิจสมุปันธรรม? กุศล-บุญ-สัจจ-กิจจ-กต)
นี้คือพุทธศาสตร์ หรือเรียกว่าพรหมจรรย์ ที่พุทธเจ้าให้ไปประกาศพรหมจรรย์ ไม่ไช่ประกาศศาสนา การที่ประกาศศาสนาสอนให้พึ่ง พระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ให้พึ่งสิ่งอื่น ทำบุญทำทานรักษาศีลฟังธรรมสั่งสมไว้เป็นทุนข้างหน้าทำกิจกรรมที่มีข้อแลกเปลี่ยน รักดี เกียดชั่ว ทำไปโดยตอบสนองเวทนา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แสวงหาเยื่อ ไม่รู้จบ
การที่ประกาศพรหมจรรย์ แสดงธรรมให้ เป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์ พึ่งตนเพราะตนเป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว การกระทำที่มีหลัก 4 อย่าง อริยสัจ วิธีการ 3 ไตรสิกขา ทำดีดี ทำชั่วชั่วไม่ต้องรอเวลา ทำเสร็จก็วางตรงนั้นไม่ต้องสะสม ทำโดยมีศักยภาพ มีสัจญาณ มีกิจญาณ มีกตญาณ มีพระพุทธเป็นความรู้ มีพระธรรมเป็นสิ่งที่ถูกรู้ มีพระสงฆ์ในการ ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ถูกรู้ การที่ประกาศพรหมจรรย์ก็ คือ แสดงซึ้งความจริง 4 อย่าง ของสังขารทั้งหลายให้เห็น ให้รู้ โดยธาตุ โดยธรรม ธรรมทั้งหลายมี สภาว เป็นอนัตตา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ความจริง 4 อย่างคืออริยสัจ ความจริง 4 คือวิชาการ ความจริง 4 อย่างคือความจริงของกองแห่งสังขารทั้งหลาย หลัก 4 อย่างคือ
1. ทุกขอริยสัจ-สภาวธรรม-ธรรมชาติ [Nature]
2. ทุกข์สมุทัยอริยสัจ-สัจธรรม-กฎของธรรมชาติ-ขบวนการของธรรมชาติ [Process Low of Nature]
3.?? ทุกขนิโรธอริยสัจ-ปฏิบัติธรรม-กิจ-หน้าที่ของธรรมชาติ? [Duty nature]
4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ปฏิเวธธรรม -ปรากฏการของธรรมชาติ-ผลของธรรมชาติ
นี้คือ วิชา นี้คือ ธรรม วิชาหรือธรรม เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถูกเห็น เมื่อเห็นรู้ธรรมโดยคบถ้วนคือปํญญา (ปฏิจสมุปันธรรมของปัญญาคือ ธาตุรู้กับสิ่งที่ถูกรู้) เมื่อปัญญาปรากฏ ก็จะมีเครื่องมือ 3 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้คือ จรณ 3 อย่าง
1. ศีล คือ สัมมาทิฏฐิ เห็นความปกติ เห็นความสามัญ ของสิ่งที่ถูกเห็น สัมมาสังกัป คิดความสามัญคิดความปกติของสิ่งนั้น
2. สมาธิ คือ บริสุทโธ ความเห็นรู้ที่บริสุทธิ์ (เพรียว) สมาหิโต ชัดเจนมั่นคง (คอนธ์เซ็นเตนส) กรรมนีโย คล่องแคล่วว่องใว (เอสทีนเน็ค)
3. ปัญญา คือ รู้คบองค์ 4 ในกองสังขาร


ถ้าอธิบายธรรมในบริบท ตายแล้วเกิดก็มิจฉาทิฏฐิ  ตายแล้วสูญก็มิจฉาทิฏฐิ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุข ทุกข์ เกิดจากความเห็น สุข ทุกข์ไม่ได้มาจากกรรมเก่า  กรรมเก่าเป็นปัจจัยในภพหน้า    พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เกิด แก่ เจ็บ ตาย  ไม่ได้ตรัสว่า ตายแล้วไปเกิด  ตายแล้วสูญ มิจฉาทิฐิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การเกิดมาจากอวิชชา>สังขาร>วิญญาณ>นามรูป>อายตนะ>ผัสสะ>เวทนา>ตัณหา>อุปาทาน>ภพ>ชาติ>ชรามรณ  อวิชชามีเบญจขันธ์เป็นสมุทัย เบญจขันธ์ คือ
1.   รูปขันธ์ คือ ให้ความหมายต่อรูปเกิดผัสสะ
2.   เวทนาขันธ์ คือ รู้สึกในอารมณ์
3.   สัญญาขันธ์ คือ มั่นหมายในอารมณ์
4.   สังขารขันธ์ คือ นึกคิดปรุ่งแต่งในอารมณ์
5.   วิญญาณขันธ์ คือ รู้ในอารมณ์ปรุ่งแต่งนั้น
เพราะขันธ์ 5ได้หยั่งลงในหมู่สัตว์นั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงได้อุบัติในท่ามกลางสัตว์โลกนั้น    ผู้ใดจะแสดงธรรมจงตระหนักในธรรมให้จงดีจะได้สร้าง จิตสะอาด ใจสว่าง ชีวิตสงบ ให้กับสัตว์โลกมีความบริสุทธิบริบูรณ์ตามที่ พระพุทธองค์ได้ประกาศพรมหจรรย์ พร้อมวิชาการ 4 (อริยสัจ) วิธีการ 3 (ไตรสิกขา)ปฏิบัติการ 8 (อริยมรรค)
•   สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่นิพพานที่มีสังโยชน์เป็นปัจจัยในการเกิดอีก คือ
1.   โสดาบัน ปราศจากสังโยชน์ 3 สักกายทิฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส  มีสังโยชน์ในการเกิดภพชาติอีก 7 กามราคะ-ปฏิฆะ-รูปราคะ-อรูปราคะ-มานะ-อุทธัจจะ-อวิชชา
2.   สกทาคามีปราศจากสังโยชน์  3 สักกายทิฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาสราคะโทสะโมหะเบาบาง  มีสังโยชน์ในการเกิดภพชาติอีก 7 กามราคะ-ปฏิฆะ-อรูปราคะ-อุทธัจจะ-อวิชชา
3.   อนาคามี ปราศจากสังโยชน์ 5 สักกายทิฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส-กามราคะ-ปฏิฆะ  มีสังโยชน์ในการเกิดภพชาติ อีก 5 รูปราคะ-อรูปราคะ-มานะ-อุทธัจจะ-อวิชชา
 
•   อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ขันธวิมุต นิพพานถาวร สมุจเฉทวิมุตติปราศจากสังโยชน์ 10 สักกายทิฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส-กามราคะ-ปฏิฆะ-รูปราคะ-อรูปราคะ-มานะ-อุทธัจจะ-อวิชชา
 
•   สอุปาทิเสสนิพพาน คือ
1.   โสดาบัน
2.   สกทาคามี
3.   อนาคามี
•   อนุปาทิเสสนิพพาน คือ
1.   อรหันต์
 
 
(เกิดภพชาติในความหมายนี้คือเกิดทางโอปปติกะกำเนิด เกิดจากอวิชชาในรูปปฏิจสมุปบาท ไม่ไช่เกิดทางชลาพุชะกำเนิด จงทำความชัดเจนให้จงดีอย่าหลงประเด็น พระพุทธศาสตร์ไม่ได้พูดเรื่องตายเกิด  พูดแต่เกิดจากเหตุใดจากปัจจัยใด ถ้าเกิดก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เป็นธรรมดา ถ้าไม่ต้องการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จงเอาพุทธะเป็นกัลยาณมิตรก็ถึงความไม่ตายเพราะปราศจากปัจจัยการเกิด เมื่อไม่เกิดแล้วจะเอาอะไรมาตาย มีแต่ธรรมชาติล้วนๆดำเนินไปนี้คือนิพพาน อย่าเข้าใจผิดว่านิพพานเมื่อตาย  นิพพานไม่ใช่ความตาย  นิพพานคือความไม่เกิดภพชาติ)



คำว่าสังขาร คือ สิ่งที่ปรุ่งกันขึ้น หรือสิ่งที่สังเคราะห์กันขึ้น ถ้าจะละสังขารต้องละการปรุ่งแต่งในความคิดปรุ่งแต่ง ร่างกายไม่ไช่สังขาร แต่ร่างกายเป็นสิ่งที่สังขารกันขึ้นโดยธรรมชาตินั้น ชาวพุทธจงทำความเข้าใจให้จงดี คำว่าสังขาร 1 สังขารธรรม 2 สังขารเจตสิก พุทธะผูัตื่น (สัง คือ พร้อม ขาร คือ กระทำ สัง+ขาร ) ในพระไตรปิฎกว่าพระพุทธเจ้า ปลงอายุสังขาร จงอ่านหนังสือให้ออก


         


กติกาการอุปสมบท

•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่มีหนี้
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องพ่อแม่อนุญาต
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่มีคดีความ
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่มีโรคติดต่อ
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องอายุครบ 20 ปีขึ้นไป
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องทำหน้าที่ศึกษาธรรมวินัยได้
•   อุปสมบทเป็นพระ มีภรรยาแล้วต้องภรรยาไม่อนุญาต
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่เป็นกระเทย
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่เป็นผู้หญิง
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่เป็นโรคลมบ้าหมู 
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องไม่เป็นโรคติดต่อทุกชนิด
•   อุปสมบทเป็นพระ ต้องเป็นมนุษย์ในคน
•   อุปสมบทเป็นพระแล้ว ต้องศึกษาธรรมวินัย ต้องไม่มีสมบัติ ต้องไม่เอาของที่เขาถวายให้ใช้มาเป็นของตนมิได้ ต้องเป็นของกลางสงฆ์
•   อุปสมบทเป็นพระสงฆ์แล้ว ต้องมีปาริสุทธิศีล 4 คือ

1.   ปฏิโมกขสังวรศีล  สังวรในสิกขาบท 227 ข้อ
2.   อินทรียสังวรศีล   สังวร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
3.   อาชีวปาริสุทธิศีล   ดำรงชีวิตอย่างบรสุทธิ
4.    ปัจจัยสันนิสิตศีล-จตุปัจจยปัจเวขณ์  ใช้สร้อยปัจจัยพิจจารนาอันควร

(เป็นสงฆ์ในธรรมวินัยต้องไม่มีทรัพย์สินเงินทองเป็นของตนของที่เขาถวายให้ใช้เป็นของกลางสงฆ์ ถ้าโยกย้ายทรัพย์สินเงินทองที่เขาถวายมาเป็นของตนมีมูลค่า จาก 20 บาทขึ้นไป ต้องอาบัติปาราชิกหมดความเป็นสงฆ์ในธรรมวินัยนี้)


บุญมีไว้เพื่ออะไร
          บุญมีไว้เพื่อชำระบาป ล้างบาป ล้างจิตให้สะอาดจากเรื่องดีเรื่องชั่ว ให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ จะทำบุญให้ถูกต้องมีสัมมาทิฏฐิ จะมีสัมมาทิฏฐิต้องเห็นวิชา 4 วิชาคือ อริยสัจ 4 อริยสัจ 4 อยู่ในสิ่งที่สังขารกันขึ้นด้วยปัจจัยและเหตุ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัป นี้คือการมี ศีล เมื่อมีศีลก็ปรากฏสมาธิ ปรากฏปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ไปทำหน้าที่อะไรก็อยู่ในวิถีทางอริยมรรคอย่างสมบูรณ์  จิตสะอาด ใจสว่าง ชีวิตสงบ
           ไม่ใช่ไปทำบุญแล้วสวย ทำบุญแล้วรวย ทำบุญแล้วโชกดี ทำบุญสะเดาะเคราะห์ นั้นคือความไม่สะอาดทั้งนั้น จะเป็นบุญได้อย่างไร ถ้าไม่สะอาดจะสว่างได้อย่างไร ถ้าไม่สว่างชีวิตจะสงบได้อย่างไร ถ้าชีวิตไม่สงบจะทำหน้าที่ก็ไม่ราบรื่นมีมีแต่ปัญหาต่างๆนานา     มาทำบุญที่ถูกต้องกันเสียทีจะได้ไม่ทำรายทรัพย์กรของสังคมไปอย่างมหาสาน จงกับมามองเบื้องหลังการทำบุญที่ผิดๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมอย่างนี้ เป็นการตู่พุทธวจนอย่างหนัก เป็นกรรมอันหนัก หยุดสอนกันอย่างนี้เสียที ไม่ทำให้ประเทศขาติเจริญหลอก   กับมาสมาทานสัมมาทิฏฐิกันเสียทีจะได้พลิกแผ่นดินไทยให้เป็นอริยธรรมที่สงบเย็นสันติ


(อาหาร คือ สิ่งที่นำผลประโยชน์มาให้เท่านั้น)

1.   กวฬิงการาหาร  อาหาร คือ ของดื่มกิน
2.   ผัสสาหาร อาหาร คือ การเกี่ยวคล้องกัน ให้การสัมพันธ์มโนสัญเจตนาหาร อาหาร คือ ความคิด
3.   วิญญาณาหาร อาหาร คือ ความรู้

นี้คืออาหารที่ดีสำหรับมนุษย์ บำรุงกาย และใจ  ร่างกายและจิตสะอาด ใจสว่าง ชีวิตสงบปราศจากโรคภัย 





เทวดาคุยว่า ถ้าระลึกถึงความตายให้เร่งทำบุญ   พระพุทธเจ้าตรัสว่าจงระเหยื่อในโลกนี้เสียก็พบสันติสุข

แล้วเราจะเคารพใคร จงคิดดูนะครับ



   




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 29, 2557, 04:06:45 PM โดย admin »